Make your own free website on Tripod.com

__________________________________________________________________________

หน้าแรก สินค้าและรายละเอียด การสั่งซื้อสินค้า สั่งซื้อสินค้า เกร็ดความรู้ เว็บบอร์ด
แผนการตลาด
        โครเมียมยีสต์คืออะไร  โครเมียมยีสต์คือโครเมียมที่ได้จากบริวเวอร์ยีสต์ ซึ่งเป็นแหล่งของสารธรรมชาติหาลยชนิด เช่นเป็นแหล่งที่
ให้วิตามินบีคอมเพล็กซ์, กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย  และเกลือแร่จำนวนมากโดยเฉพาะโครเมียมที่อยู่ในรูปของกลูโคสทอเรอแรนส์
แฟคเตอร์ (GTF) ซึ่งเป็นโครงสร้างของโครเมียมในร่างกายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด  คือ  มีประสิทธิภาพมากกว่าโครงสร้างอื่นๆ ถึง 50 เท่า
และดูดซึมได้ดีกว่าโครเมียมรูปแบบอื่นถึง 20 เท่า โครเมียมในรูปของ GTF จะทำหน้าที่เป็นตัวเปิดรับให้น้ำตาลกลูโดสในเลือดเข้าเซลล์ได้
และนำไปเผาผลาญเป็นพลังงาน ซึ่งจะทำงานร่วมกับฮอร์โมนอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ คือ 100 mg./
เลือด 100 ml.
        แหล่งของโครเมียมที่มีคุณภาพและดูดซึมได้ง่ายมักพบในอาหารธรรมชาติ เช่นบริวเวอร์ยีสต์, ตับ, ไข่, ธัญพืช แต่แหล่งที่ให้โครเมียม
ที่มีคุณภาพสูงสุด คือ จากบริวเวอร์ยีสต์

        สรรพคุณ  โครเมียมในรูป GTF มีผลต่อร่างกายดังนี้
          1. ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนทุกโรคของผู้ป่วยเบาหวาน
          2. ช่วยเผาผลาญกลูโคสให้เป็นพลังงานลดน้ำหนักได้
          3. ช่วยลดระดับไขมันในเลือด
          4. ช่วยควบคุมระบบคลอเลสเตอรอลในเลือด
          5. เพิ่มภูมิคุ้มกันในการติดเชื้อ
          6. ช่วยลดความอยากอาหาร
          7. ช่วยสร้างเสริมกล้ามเนื้อให้กระชับแข็งแรง
          8. ทำให้อาการเสื่อมสมรรถภาพดีขึ้น

         วิธีรับประทาน      เริ่มต้นทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า - เย็นในกรณีที่เป็นมากให้ค่อยๆ เพิ่มเป็นครั้งละ 1-2 เม็ด
         วันละ 3 ครังละ 3 ครั้งก่อนอาหาร เช้า - กลางวัน - เย็น เหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน
สนใจผลิตภัณฑ์และเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อสอบถามได้ที่
คุณ อำพร 01-333-0397 ตลอด 24 ชั่วโมง
E-mail adress: jikkung2@yahoo.com
สามารถสอบถามแบบออนไลน์
โดยใช้ MSN และแอดอีเมล์นี้ได้เลย
สนใจเว็บไซต์ Mail มาได้ที่ yo_gy@chaiyo.com
โครเมียมยีสต์   เพื่อคุณภาพชีวิตสดใส
เบาหวานคืออะไร
          เบาหวาน (Diabetes Militus) เป็นสภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าคนปกติ หรือตอนหลังรับประทานอาหาร
กลูโคสในเลือดสูงเกินขีดความสามารถของไตที่จะดูดซึมกลับจะถูกขับออกทางปัสสาวะ เวลาตรวจจะพบน้ำตาลในปัสสาวะซึ่งระดับกลูโคสใน
เลือดก็จะสูงเกิน 180 มก. เปอร์เซ็นต์ แล้วพบได้ประมาณ 3.5% ของคนทั่วไปพบได้ทุกเพศทุกวัยแต่จะพบในครอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป คน
ที่อยู่ในเมืองมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าชาวชนบท คนอ้วนและหญิงที่มีลูกดกมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น

     สาเหตุของการเกิดเบาหวาน

          เป็นความเชื่อในอดีตที่ผิด สาเหตุของการเกิดเบาหวานเนื่องจากเบต้าเซลล์ (Beta - cells) ในตับอ่อนสร้างและหรั่งฮอโมนอินซูลิน
(Insulin) ได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่
               1. ทำให้กลูโคสผ่านเข้าเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
               2. กระตุ้นให้มีการใช้กลูโคสภายในเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปเป็นพลังงานโดยสะสมในรูปของไกลโคนเจน, สร้าง
                  กล้ามเนื้อ, สร้างเซลล์ไขมัน
          ในปัจจุบันได้ค้นพบว่าสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานไม่ได้เกิดจากการที่ร่างกายขนาดฮอร์โมนอินซูลิน แต่เกิดจากการที่ร่างกายขาด
ธาตุโครเมียม ซึ่งพบในอาหารน้อยมาก  โครเมียมเป็นส่วนหนึ่งของสารที่มีชื่อว่า  GTF  ทำงานร่วมกับฮอร์โมนอินซูลิน  จะทำหน้าที่เปิดรับให้
น้ำตาลเข้าเซลล์เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญเป็นพลังงาน ถ้าร่างกายขาดโครเมียมอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวนำพากลูโคสก็ไม่สามารถนำเข้าเซลล์ได้ ดังนั้น
การขาดโครเมียมจึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานอย่างแท้จริง

     ประเภทของเบาหวาน

          เบาหวานสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ที่มีอาการ สาเหตุ ความรุนแรงและการรักษาต่างกัน ได้แก่
               1. เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน : เป็นชนิดที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรงและอันตรายสูง ทั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์
กับการติดเชื่อหรือการได้รับสารพิษจากภายนอกผู้ป่วยจำเป็นต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินเข้าทดแทนในร่างกายทุกวันจึงจะสามารถเผาผลาญน้ำตาล
ได้เป็นปกติ
               2. เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน : เป็นเบาหวานชนิดที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่มีความรุนแรงน้อย มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
แต่ก็อาจจพบในเด็กหรือวัยหนุ่มสาวได้บ้าง ตับอ่อนของผู่ป่วยยังสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จึงทำให้มีน้ำตาลอยู่
ในเลือดมากและขับออกทางปัสสาวะเป็นเบาหวานได้ สาเหตุอาจเกิดจากกรรมพันธุ์อ้วนเกินไป มีลูกดก หรือจากการใช้ยา การควบคุมอาหารหรือ
การใช้ยาเบาหวานชนิดกิน ก็มักจะได้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติได้

     อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีอาการดังนี้
          1. ปัสสาวะบ่อยและมาก
          2. กระหายน้ำ, ดื่มน้ำบ่อย, ปากแห้ง
          3. หิวบ่อย, กินข้าวจุ
          4. อ่อนเปลี้ยเพลียแรง
          5. ในผู้หญิงมีอาการคันบริเวณช่องคลอดหรือตกขาว
          6. คันตามตัวเป็นฝีบ่อยหรือแผลเรื้อรังรักษาหายยาก

     ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสียชีวิตได้
 
           จากสถิติโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักไม่เสียชีวิตเพราะอาการของดรคเบาหวาน แต่มักจะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการเป็นเบา
หวาน แต่มักเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากการเป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ ในร่างกายท่สำคัญเช่น

      ระบบหลอดเลือด

          - โรคความดันโลหิตสูง
          - อัมพฤกษ์ , อัมพาต
          - โรคหัวใจขาดเลือด
          - เป็นตะคริว
          - เป็นแผลเน่าเปื่อยจนอาจต้องตัดนิ้วหรือขาทิ้ง

     ระบบประสาท
          - ชาหรือปวดตามปลายมือปลายเท้า
          - เสื่อสมรรถภาพทางเพศ
          - กระเพาปัสสาวะไม่ทำงาน (กลับไม่อยู่)

     ตา
          - เป็นต้อกระจก
          - ประสาทตาหรือจอตาเสื่อม
          - ตามัวและตาบอดในที่สุด

     ไต
          - เกิดภาวะไตเสื่อมมีอาการบวม ซีด ความดันโลหิตสูง
          - ไตวาย ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วยเบาหวานที่พบได้ค่อนข้างบ่อย

     ภูมิต้านทานโรคต่ำ
          - ติดเชื้อง่าย
          - วัณโรคปอด
          - กระเพาะปัสสาวะอักเสบ/กรวยไตอักเสบ
          - ช่องคลอดอักเสบ
          - ตกขาวและคันในช่องคลอด
          - เป็นฝี ,เท้าเป็นแผลเน่า  จนต้องตัดทิ้ง

     ภาวะเลือดเป็นพิษหรือภาวะเลือดเป็นกรด (Ketosis)
          ในผู้ป่วยท่ต้องฉีดอินซูลินเป็นเวลานานๆ จะมีอาการ
          - คลื่นไส้อาเจียร
          - กระหายน้ำ, มีภาวะขาดน้ำรุนแรง อาจปวดท้อง, ท้องเดิน
          - หายใจลึก
          - ลมหายใจมักมีกลิ่นหอม
          - มีไข้, กระวนกระวาย
          - ซึมลงเรื่อยๆ จนหมดสติ หากรักษาไม่ทันอาจตายได้

     แนวทางในการรักษาเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ
      
          ปัจจุบันนี้ วิทยากรทางแทพย์ได้ค้นพบแล้วว่าวิธีการรักษาโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานจะต้องใช้หลายๆ วิธีทางแพทย์แผนปัจจุบัน และ
แพทย์แผนโบราณ และใช้ธรรมชาติบำบัดเข้าช่วย ซึ่งเราเรียกว่า การแพทย์แบบองค์รวม (Alternative medicine)
     1. การควบคุมอาหาร
     2. การออกกำลังกาย
     3. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
     4. ใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (ยารักษาเบาหวาน)
     5. รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ผลิตจากสารสกัดบริวเวอร์จากยีสต์ธรรมชาติ
ท่านสามารถสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ , E-Mail , และทางโทรศัพท์  หรือสามารถอ่านรายละเอียดการสั่งซื้อได้จากเมนูด้านบนครับ